ชื่อ นายบุญฤทธิ์ มีทรง ชื่อเล่น เจมส์อายุ 22 ปี
ที่อยู่ 433/24 ซ.อิสรภาพ 47 ถ.อิสรภาพ แขวง บ้านช่างหล่อ เขต บางกอกน้อย กทม. 10700
กีฬาที่ชอบ ปิงปอง
อาหารที่ชอบ ได้หมด (ง่ายๆ)
สีที่ชอบ น้ำเงิน,ฟ้า
ประวิติการศึกษา
ประถมศึกษา โรงเรียนวัดวิเศษการ
มัธยมศึกษา โรงเรียนชิโนรสวิทยาคม
กำลังศึกษาปริญาตรี มหาวิยาลัยราชฏัชบ้านสมเด้ดเจ้าพระยา
วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2552
การป้องกันปัญหาสุขภาพจิต
การป้องกันปัญหาสุขภาพจิต
อัมพร โอตระกูล (2538 : 19-21) ได้ให้คำแนะนำการป้องกันปัญหาสุขภาพจิตไว้ 3 ระยะ ดังนี้การป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในระยะแรก (Primary prevention)
การป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในระยะแรก หมายถึง การป้องกันโรคหรืออันตรายที่จะเกิดขึ้นกับสมอง เช่น โรคติดเชื้อที่เกี่ยวกับสมอง อุบัติเหตุทางสมองและโรคไร้เชื้อที่เกิดกับสมอง รวมทั้งการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะปัญญาอ่อน ซึ่งในแต่ละช่วงอายุ จะมีการป้องกันพิเศษ ดังนี้
วัยทารกและวัยเด็ก
การให้การดูแลสุขภาพแก่หญิงมีครรภ์ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเซลล์สมองของทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ป้องกันความพิการต่อเด็กที่จะเกิดมา เช่น ทารกน้ำหนักน้อยคลอดก่อนกำหนด เป็นต้น และป้องกันไม่ให้หญิงตั้งครรภ์กระทบกระเทือนต่อจิตใจ เช่น การถูกสามีทอดทิ้ง หรือสามีไม่ยอมรับการตั้งครรภ์ เพราะจะทำให้หญิงตั้งครรภ์ไม่สนใจดูแลสุขภาพตนเอง หรือพยายามหาทางทำแท้ง เช่น กินยาขับเลือด ซึ่งถ้าการทำแท้งไม่สำเร็จก็จะมีผลต่อเด็กที่จะเกิดตามมา ทำให้เกิดภาวะปัญญาอ่อน หรือเป็นโรคที่เกี่ยวกับสมอง ได้แก่ โรคลมชัก โรคออทิซึม (Autism)
วัยเรียน
การให้พ่อแม่ตระหนักถึงการเลี้ยงดูเด็กให้เหมาะสมตามวัย โดยให้โอกาสเด็กได้เรียนรู้ ได้ฝึกหัดระเบียบวินัย พ่อแม่ควรเข้าใจการให้อาหารเด็กที่มีคุณภาพและการป้องกันอุบัติเหตุทางสมองที่อาจเกิดแก่เด็ก
วัยรุ่น
พ่อแม่ควรเข้าใจต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย จิตใจ และสังคมของเด็กเพื่อช่วยเหลือแนะนำแก่เด็ก ในการปรับตัวเกี่ยวกับเรื่องทางเพศ การคบเพื่อนต่างเพศ การวางตัวในสังคมที่จะพึ่งพาตนเองได้ การเลือกวิชาชีพและแนวทางการดำเนินชีวิต
วัยผู้ใหญ่
การรู้จักแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่พบในการดำรงชีวิต ได้แก่ ปัญหาในอาชีพการงาน ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในชีวิตสมรสและครอบครัว การรู้จักปรับตัวอย่างเหมาะสม เมื่อมีความเครียดเกิดขึ้น หรือมีเหตุการณ์รุนแรงที่ต้องเผชิญในการดำเนินชีวิต
วัยสูงอายุ
การรู้จักเตรียมตัวเตรียมใจก่อนการเกษียณอายุ รู้จักการดำรงชีวิตอย่างเหมาะสมกับวัยที่ไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่นจนเกินไป รู้จักระวังรักษาสุขภาพต่อสังขารที่เริ่มเสื่อม เพื่อป้องกันไม่ให้ป่วยเป็นโรคต่าง ๆ ที่พบบ่อยในวัยสูงอายุ เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง เส้นเลือดตีบแข็ง และโรคข้อกระดูกต่าง ๆการป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในระยะที่สอง (Secondary Prevention)
การป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในระยะที่สอง หมายถึง สามารถตรวจสอบโรคได้ในระยะเริ่มแรก การวินิจฉัยโรคได้โดยไม่ล่าช้าเพื่อไม่ให้โรคหรือการเจ็บป่วยนั้นลุกลามเป็นมากจนแก้ไขหรือรักษาได้ยาก ในทางสาธารณสุขสามารถทราบหรือประเมินโดยดูอัตราความชุกของโรค (Prevalence rate) ซึ่งพบว่าลดลงถ้าการป้องกันระยะที่สองได้ผล โดยถือหลักการดำเนินงานที่ว่า การรักษาแต่เริ่มแรกคือการป้องกันที่ดี โดยมีการป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในระยะที่สอง ดังนี้
วัยทารกและวัยเด็กเล็ก
ความตระหนักและความเข้าใจในปัญหาทางอารมณ์และจิตใจของเด็ก เช่น อาการลงมือลงเท้า (Temper tantrum) ความกลัวไม่ยอมไปโรงเรียน (School phobia) ปัญหาการพูดช้าในเด็ก เป็นต้น ซึ่งถ้าเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่สามารถแก้ไขได้แล้ว รีบให้ความช่วยเหลือแก้ไข ก็จะป้องกันการลุกลามไม่ให้เป็นรุนแรง หรือเรื้อรังได้
วัยเรียน
สามารถตรวจและให้การรักษาแต่เริ่มแรกการเจ็บป่วยหรือปัญหาต่าง ๆ ทั้งทางร่างกายและทางจิตใจของเด็ก เช่น พ่อแม่ หรือครูตระหนักต่อปัญหาการเรียนในเด็ก ควรสืบหาสาเหตุว่าปัญหาผลการเรียนตกต่ำ มีสาเหตุจากอะไร เช่น จากความบกพร่องทางปัญญาหรือความพิการของระบบประสาท จนทำให้เด็กเรียนไม่ได้ หรือไม่ใช่ปัญหาทางร่างกาย แต่เป็นปัญหาทางอารมณ์และจิตใจที่เกิดจากครอบครัว เด็กมีปัญหาจนมีผลกระทบทำให้เด็กไม่สนใจเรียน เพื่อจะได้ช่วยเหลือแก้ไขให้ถูกต้อง ปัญหาก็จะไม่ลุกลามต่อไปจนก่อให้เกิดปัญหาพฤติกรรมอื่น ๆ เช่น เด็กไม่มีจิตใจจะเรียนเมื่อเด็กไม่อยากเรียน แต่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ก็จะใช้วิธีการพูดปดกับพ่อแม่ หรืออาจถึงขั้นหนีโรงเรียน ซึ่งเมื่อถึงขั้นนั้นก็อาจนำไปสู่ปัญหายุ่งยากเลวร้ายอื่น ๆ อีก เมื่อเด็กไม่ไปโรงเรียนก็จะเร่ร่อนไปเรื่อย ๆ ถ้าไปคบเพื่อนไม่ดีจะถูกชักจูงนำไปสู่การติดสิ่งเสพติดหรือไปรวมพวกกับกลุ่มอันธพาลในชุมชนได้ ดังนั้นพ่อแม่หรือครู ควรให้ความสนใจต่อปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วรีบช่วยเหลือแก้ไขตั้งแต่ปัญหายังไม่รุนแรง โรงเรียนควรมีบริการแนะแนวเพื่อให้ครูหรือผู้แนะแนว สามารถตรวจกรองปัญหาให้ความช่วยเหลือได้แต่แรกเริ่มโดยไม่ต้องรอจนกระทั่งเด็กมีปัญหามากแล้วจึงพาไปรักษากับจิตแพทย์
วัยรุ่น
สามารถตรวจให้ความช่วยเหลือวัยรุ่นที่มีปัญหาในการปรับตัวด้านต่าง ๆ เช่น ความไม่สบายใจในเรื่องทางเพศ ความซึมเศร้าในวัยรุ่น เมื่อพบปัญหาแล้วควรรีบให้ความช่วยเหลือรักษาแต่เริ่มแรก ไม่ควรมองข้ามหรือเพิกเฉย เช่น การซึมเศร้าในวัยรุ่น ถ้าไม่ช่วยเหลือรักษาก็จะนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้ หรือการติดสารระเหยหรือสารเสพติดในวัยรุ่น ในระยะที่เริ่มเป็น ถ้าตรวจพบแล้วรีบรักษาแก้ไขก้จะช่วยไม่ให้เป็นมากขึ้น หรือเป็นจนเรื้อรังได้ เพราะในรายที่เป็นเรื้อรังแล้ว โอกาสการรักษาให้หายขาดจะทำได้ยากขึ้น จึงควรมีบริการสำหรับวัยรุ่นเพื่อให้วัยรุ่นสามารถพึ่งได้ทันทีเมื่อต้องการ เช่น บริการแนะแนวของโรงเรียน ศูนย์สุขภาพจิตชุมชน บริการทางโทรศัพท์ (hot line) เป็นต้น
วัยผู้ใหญ่
การให้บริการปรึกษาปัญหาต่าง ๆ ในการดำรงชีวิต เพื่อช่วยแก้ปัญหาภาวะวิกฤตในวัยผู้ใหญ่ เช่น ภาวะวิกฤตที่เกิดจากสัมพันธภาพระหว่างสามีภรรยา หรือในครอบครัว ภาวะวิกฤตที่เกิดจากปัญหาการทำงาน ภาวะวิกฤตที่เกิดจากปัญหาที่อยู่อาศัยและเศรษฐกิจ เป็นต้นการป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในระยะที่สาม (Tertiary Prevention)
การป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในระยะที่สาม หมายถึง การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคทางจิตเวช หรือมีปัญหาสุขภาพจิตให้หายหรือทุเลาขึ้น จนสามารถกลับไปดำเนินชีวิตในชุมชนได้ โดยการให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ และสามารถติดตามดูแลผู้ป่วยที่รักษาดีขึ้นแล้ว และจำหน่ายจากโรงพยาบาลแล้วให้คงดำเนินชีวิตอยู่ในชุมชนได้โดยไม่ต้องกลับป่วยกำเริบมาอีก หรือกลับเป็นซ้ำอีก ด้วยวิธีการเฝ้าระวังดูแลติดตามผู้ป่วยที่จำหน่ายไปแล้วเหล่านั้นอย่างสม่ำเสมอ การประเมินเพื่อทราบว่าการป้องกันระยะที่สามได้ผลนั้น ดูได้จากอัตราความชุกของโรค ซึ่งจะลดลงหรือหมดไปจากชุมชน
อัมพร โอตระกูล (2538 : 19-21) ได้ให้คำแนะนำการป้องกันปัญหาสุขภาพจิตไว้ 3 ระยะ ดังนี้การป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในระยะแรก (Primary prevention)
การป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในระยะแรก หมายถึง การป้องกันโรคหรืออันตรายที่จะเกิดขึ้นกับสมอง เช่น โรคติดเชื้อที่เกี่ยวกับสมอง อุบัติเหตุทางสมองและโรคไร้เชื้อที่เกิดกับสมอง รวมทั้งการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะปัญญาอ่อน ซึ่งในแต่ละช่วงอายุ จะมีการป้องกันพิเศษ ดังนี้
วัยทารกและวัยเด็ก
การให้การดูแลสุขภาพแก่หญิงมีครรภ์ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเซลล์สมองของทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ป้องกันความพิการต่อเด็กที่จะเกิดมา เช่น ทารกน้ำหนักน้อยคลอดก่อนกำหนด เป็นต้น และป้องกันไม่ให้หญิงตั้งครรภ์กระทบกระเทือนต่อจิตใจ เช่น การถูกสามีทอดทิ้ง หรือสามีไม่ยอมรับการตั้งครรภ์ เพราะจะทำให้หญิงตั้งครรภ์ไม่สนใจดูแลสุขภาพตนเอง หรือพยายามหาทางทำแท้ง เช่น กินยาขับเลือด ซึ่งถ้าการทำแท้งไม่สำเร็จก็จะมีผลต่อเด็กที่จะเกิดตามมา ทำให้เกิดภาวะปัญญาอ่อน หรือเป็นโรคที่เกี่ยวกับสมอง ได้แก่ โรคลมชัก โรคออทิซึม (Autism)
วัยเรียน
การให้พ่อแม่ตระหนักถึงการเลี้ยงดูเด็กให้เหมาะสมตามวัย โดยให้โอกาสเด็กได้เรียนรู้ ได้ฝึกหัดระเบียบวินัย พ่อแม่ควรเข้าใจการให้อาหารเด็กที่มีคุณภาพและการป้องกันอุบัติเหตุทางสมองที่อาจเกิดแก่เด็ก
วัยรุ่น
พ่อแม่ควรเข้าใจต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย จิตใจ และสังคมของเด็กเพื่อช่วยเหลือแนะนำแก่เด็ก ในการปรับตัวเกี่ยวกับเรื่องทางเพศ การคบเพื่อนต่างเพศ การวางตัวในสังคมที่จะพึ่งพาตนเองได้ การเลือกวิชาชีพและแนวทางการดำเนินชีวิต
วัยผู้ใหญ่
การรู้จักแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่พบในการดำรงชีวิต ได้แก่ ปัญหาในอาชีพการงาน ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในชีวิตสมรสและครอบครัว การรู้จักปรับตัวอย่างเหมาะสม เมื่อมีความเครียดเกิดขึ้น หรือมีเหตุการณ์รุนแรงที่ต้องเผชิญในการดำเนินชีวิต
วัยสูงอายุ
การรู้จักเตรียมตัวเตรียมใจก่อนการเกษียณอายุ รู้จักการดำรงชีวิตอย่างเหมาะสมกับวัยที่ไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่นจนเกินไป รู้จักระวังรักษาสุขภาพต่อสังขารที่เริ่มเสื่อม เพื่อป้องกันไม่ให้ป่วยเป็นโรคต่าง ๆ ที่พบบ่อยในวัยสูงอายุ เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง เส้นเลือดตีบแข็ง และโรคข้อกระดูกต่าง ๆการป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในระยะที่สอง (Secondary Prevention)
การป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในระยะที่สอง หมายถึง สามารถตรวจสอบโรคได้ในระยะเริ่มแรก การวินิจฉัยโรคได้โดยไม่ล่าช้าเพื่อไม่ให้โรคหรือการเจ็บป่วยนั้นลุกลามเป็นมากจนแก้ไขหรือรักษาได้ยาก ในทางสาธารณสุขสามารถทราบหรือประเมินโดยดูอัตราความชุกของโรค (Prevalence rate) ซึ่งพบว่าลดลงถ้าการป้องกันระยะที่สองได้ผล โดยถือหลักการดำเนินงานที่ว่า การรักษาแต่เริ่มแรกคือการป้องกันที่ดี โดยมีการป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในระยะที่สอง ดังนี้
วัยทารกและวัยเด็กเล็ก
ความตระหนักและความเข้าใจในปัญหาทางอารมณ์และจิตใจของเด็ก เช่น อาการลงมือลงเท้า (Temper tantrum) ความกลัวไม่ยอมไปโรงเรียน (School phobia) ปัญหาการพูดช้าในเด็ก เป็นต้น ซึ่งถ้าเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่สามารถแก้ไขได้แล้ว รีบให้ความช่วยเหลือแก้ไข ก็จะป้องกันการลุกลามไม่ให้เป็นรุนแรง หรือเรื้อรังได้
วัยเรียน
สามารถตรวจและให้การรักษาแต่เริ่มแรกการเจ็บป่วยหรือปัญหาต่าง ๆ ทั้งทางร่างกายและทางจิตใจของเด็ก เช่น พ่อแม่ หรือครูตระหนักต่อปัญหาการเรียนในเด็ก ควรสืบหาสาเหตุว่าปัญหาผลการเรียนตกต่ำ มีสาเหตุจากอะไร เช่น จากความบกพร่องทางปัญญาหรือความพิการของระบบประสาท จนทำให้เด็กเรียนไม่ได้ หรือไม่ใช่ปัญหาทางร่างกาย แต่เป็นปัญหาทางอารมณ์และจิตใจที่เกิดจากครอบครัว เด็กมีปัญหาจนมีผลกระทบทำให้เด็กไม่สนใจเรียน เพื่อจะได้ช่วยเหลือแก้ไขให้ถูกต้อง ปัญหาก็จะไม่ลุกลามต่อไปจนก่อให้เกิดปัญหาพฤติกรรมอื่น ๆ เช่น เด็กไม่มีจิตใจจะเรียนเมื่อเด็กไม่อยากเรียน แต่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ก็จะใช้วิธีการพูดปดกับพ่อแม่ หรืออาจถึงขั้นหนีโรงเรียน ซึ่งเมื่อถึงขั้นนั้นก็อาจนำไปสู่ปัญหายุ่งยากเลวร้ายอื่น ๆ อีก เมื่อเด็กไม่ไปโรงเรียนก็จะเร่ร่อนไปเรื่อย ๆ ถ้าไปคบเพื่อนไม่ดีจะถูกชักจูงนำไปสู่การติดสิ่งเสพติดหรือไปรวมพวกกับกลุ่มอันธพาลในชุมชนได้ ดังนั้นพ่อแม่หรือครู ควรให้ความสนใจต่อปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วรีบช่วยเหลือแก้ไขตั้งแต่ปัญหายังไม่รุนแรง โรงเรียนควรมีบริการแนะแนวเพื่อให้ครูหรือผู้แนะแนว สามารถตรวจกรองปัญหาให้ความช่วยเหลือได้แต่แรกเริ่มโดยไม่ต้องรอจนกระทั่งเด็กมีปัญหามากแล้วจึงพาไปรักษากับจิตแพทย์
วัยรุ่น
สามารถตรวจให้ความช่วยเหลือวัยรุ่นที่มีปัญหาในการปรับตัวด้านต่าง ๆ เช่น ความไม่สบายใจในเรื่องทางเพศ ความซึมเศร้าในวัยรุ่น เมื่อพบปัญหาแล้วควรรีบให้ความช่วยเหลือรักษาแต่เริ่มแรก ไม่ควรมองข้ามหรือเพิกเฉย เช่น การซึมเศร้าในวัยรุ่น ถ้าไม่ช่วยเหลือรักษาก็จะนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้ หรือการติดสารระเหยหรือสารเสพติดในวัยรุ่น ในระยะที่เริ่มเป็น ถ้าตรวจพบแล้วรีบรักษาแก้ไขก้จะช่วยไม่ให้เป็นมากขึ้น หรือเป็นจนเรื้อรังได้ เพราะในรายที่เป็นเรื้อรังแล้ว โอกาสการรักษาให้หายขาดจะทำได้ยากขึ้น จึงควรมีบริการสำหรับวัยรุ่นเพื่อให้วัยรุ่นสามารถพึ่งได้ทันทีเมื่อต้องการ เช่น บริการแนะแนวของโรงเรียน ศูนย์สุขภาพจิตชุมชน บริการทางโทรศัพท์ (hot line) เป็นต้น
วัยผู้ใหญ่
การให้บริการปรึกษาปัญหาต่าง ๆ ในการดำรงชีวิต เพื่อช่วยแก้ปัญหาภาวะวิกฤตในวัยผู้ใหญ่ เช่น ภาวะวิกฤตที่เกิดจากสัมพันธภาพระหว่างสามีภรรยา หรือในครอบครัว ภาวะวิกฤตที่เกิดจากปัญหาการทำงาน ภาวะวิกฤตที่เกิดจากปัญหาที่อยู่อาศัยและเศรษฐกิจ เป็นต้นการป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในระยะที่สาม (Tertiary Prevention)
การป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในระยะที่สาม หมายถึง การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคทางจิตเวช หรือมีปัญหาสุขภาพจิตให้หายหรือทุเลาขึ้น จนสามารถกลับไปดำเนินชีวิตในชุมชนได้ โดยการให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ และสามารถติดตามดูแลผู้ป่วยที่รักษาดีขึ้นแล้ว และจำหน่ายจากโรงพยาบาลแล้วให้คงดำเนินชีวิตอยู่ในชุมชนได้โดยไม่ต้องกลับป่วยกำเริบมาอีก หรือกลับเป็นซ้ำอีก ด้วยวิธีการเฝ้าระวังดูแลติดตามผู้ป่วยที่จำหน่ายไปแล้วเหล่านั้นอย่างสม่ำเสมอ การประเมินเพื่อทราบว่าการป้องกันระยะที่สามได้ผลนั้น ดูได้จากอัตราความชุกของโรค ซึ่งจะลดลงหรือหมดไปจากชุมชน
หนุนระบบสุขภาพไทยเข้มแข็งอย่างพอเพียง
หนุนระบบสุขภาพไทยเข้มแข็งอย่างพอเพียง
วิถี การบริโภคของคนไทยในอดีตจะเน้นการกินผักพื้นบ้าน และปรุงอาหารรับประทานกันเองในครอบครัวทำให้คนไทยสมัยก่อนไม่ค่อยมีโรคประจำ ตัวโดยเฉพาะมะเร็งลำไส้แทบจะไม่มีใครรู้จัก จนกระทั่งกระแสการกินแบบตะวันตกเข้ามามีอิทธิพลทำให้วิถีการกินของคนสมัยนี้ เปลี่ยนไป จากที่เคยทำอาหารทานกันที่บ้านก็หันไปพึ่งอาหารประเภทฟาสฟูดส์ ซึ่งอุดมไปด้วยแป้ง และไขมัน และที่สำคัญหากินง่าย ทำให้เด็กรุ่นใหม่รวมถึงผู้ใหญ่บางคนไม่กินผัก ละเลยการออกกำลังกายจนเกิดภาวะโรคอ้วน และสิ่งที่ตามมาก็คือโรคร้ายหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นความดัน เบาหวาน ไตวาย และโรคมะเร็ง เป็นต้น
จาก การคุกคามของกระแสนิยมตะวันตก ทำให้ช่วงหนึ่งคนไทยหลงลืมภูมิปัญญาไทยดั้งเดิมของปู่ย่า ตา ยาย ที่สอนให้ลูกหลานกินผัก สมุนไพร เพื่อรักษาและบรรเทาอาการเจ็บป่วยต่างๆ เช่น การกินหัวหอม แก้หวัด กินกระเทียมแก้ไอ รวมถึงการกิน ขมิ้นไพล แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ เป็นต้น นอกจากจะหาได้โดยทั่วไปในบ้านเราแล้วยังไม่ต้องเสี่ยงกับอาการข้างเคียง ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นเหมือนกับยาแผนปัจจุบันซึ่งมีราคาแพงเพราะต้องนำเข้าจากต่าง ประเทศเป็นหลัก
นพ.ประพจน์ เภตรากาศ รองอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า การพัฒนาภูมิปัญญาไทย สุขภาพวิถีไท มีเป้าหมายการพัฒนาเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบสุขภาพของประเทศ และเกิดการพึ่งพาตนเองด้านสุขภาพ โดยการจัดการความรู้ภูมิปัญญาไทย สุขภาพวิถีไทในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับชุมชนท้องถิ่น จนถึงระดับประเทศ เกิดการพัฒนายาไทยและสมุนไพรตั้งแต่การผลิตระดับชุมชน สถานบริการสาธารณสุข และโรงงานผลิตยาไทยที่มีคุณภาพ มาตรฐาน
มี การเพิ่มมูลค่าและปริมาณการใช้ยาไทยและยาสมุนไพรอย่างน้อย 25% ทั้งส่งเสริมให้มีระบบและกลไกที่เข้มแข็งในการคุ้มครองภูมิปัญญาไทยด้านการ แพทย์พื้นบ้าน การแพทย์แผนไทยและสมุนไพร ภายใน 5 ปี ซึ่งดำเนินการภายใต้ 5 ยุทธศาสตร์ด้วยกัน ได้แก่
1. การสร้างและจัดการความรู้ ด้านการแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก เพื่อให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง และเกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อการใช้ประโยชน์ระหว่างนักวิชาการ นักวิจัย ผู้บริหาร บุคลากรด้านสาธารณสุข นักวิชาชีพ หมอพื้นบ้าน หมอแผนไทยและประชาชนผู้รับบริการ
2. การพัฒนาระบบสุขภาพ การแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก เพื่อให้ระบบสุขภาพการแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือกในส่วนที่เป็นระบบสุขภาพภาคประชาชน มีความเข้มแข็ง เป็นที่พึ่งของชุมชนท้องถิ่น และประชาชนในการดูแลสุขภาพ สามารถเชื่อมโยง ประสาน ผสมผสานกับระบบบริการสาธารณสุขของประเทศ และเพื่อให้การบริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกในส่วนที่เป็นระบบ บริการภาครัฐและภาคเอกชน
3. การพัฒนากำลังคน ด้านการแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก เพื่อให้รู้สถานการณ์กำลังคนด้านการแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก รวมทั้งรู้ศักยภาพ ความรู้ ความสามารถของกำลังคนในด้านนี้ เพื่อที่จะได้มีทิศทางในการผลิตและพัฒนากำลังคนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีความรู้ ความสามารถและมีปริมาณอย่างเพียงพอกับความต้องการ
4. การพัฒนายาไทยและยาสมุนไพร เพื่อให้ยาไทยและยาสมุนไพรมีมาตรฐาน ตั้งแต่การผลิตระดับชุมชน ระดับสถานบริการสาธารณสุข และระดับโรงงานผลิตยา มีการศึกษาและวิจัย เป็นที่ยอมรับและบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติเพิ่มมากขึ้น
5. การคุ้มครองภูมิปัญญาไทย ด้านการแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์แผนไทย ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและ มวลมนุษยชาติ ไม่ตกเป็นผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม หรือเกิดความไม่เป็นธรรมในการใช้ประโยชน์ การคุ้มครองภูมิปัญญาไทยต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคมและ ต้องพัฒนากลไกทางด้านกฎหมาย รวมทั้งความร่วมมือในระดับภูมิภาค
นพ.ประพจน์ กล่าวว่า การดำเนินงานและกำหนดทิศทางสมุนไพรไทย จะต้องมีการพัฒนาด้านบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์แผนไทย และจะต้องมีการทำงานวิจัยที่ชัดเจน และมีความเป็นอิสระในการทำงานวิจัยอย่างแท้จริง
ขณะ เดียวกันการผลักดันให้สมุนไพรไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากลได้นั้น ต้องเริ่มจากให้ประชาชนเห็นความสำคัญของสมุนไพรไทย และนำเข้ามาใช้ในวิถีชีวิตของชุมชนอย่างแท้จริง ซึ่งหากทำได้ดังที่กล่าวมานั้น ต่างชาติจะให้การยอมรับเหมือนกับอาหารไทย
อย่าง ไรก็ตามปัญหาของการแพทย์แผนไทยคือ การขาดแคลนบุคลากรทางด้านการแพทย์แผนไทย รวมทั้งองค์ความรู้ต่างๆ ที่ขาดหายไป ซึ่งการแก้ไขปัญหาคือ การสนับสนุนให้มีการวิจัยมากขึ้น ควรมีการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการใช้สมุนไพรและแพทย์แผนไทยมากขึ้น รวมทั้งภาครัฐต้องให้การสนับสนุน
ทุก ภาคส่วนในสังคมไทยมีหน้าที่ที่จะต้องร่วมกันส่งเสริม สนับสนุน และเร่งรัดการพัฒนาการแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกให้เกิดผลอย่างจริงจัง เพื่อเป็นทางเลือกด้านสุขภาพของประชาชน รวมไปถึงการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจทั้งระดับชุมชน และระดับชาติ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมไทย และเพื่อเป็นการสร้างกระแสให้คนไทยหันมาบริโภคผักสมุนไพรมากขึ้น
กระทรวง สาธารณสุข โดย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก จึงได้ร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่าย ร่วมกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิปัญญาไทย สุขภาพวิถีไท จัดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 6 ขึ้น ระหว่างวันที่ 2 – 6 ก.ย. 52 ณ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี เน้นพึ่งพาตนเองด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ ให้ความสำคัญกับพืชผักสมุนไพร สร้างเศรษฐกิจไทย ต้านภัยไข้หวัด
ภาย ในงานจะมีการนำองค์ความรู้ต่างๆ ที่มีอยู่ในวัฒนธรรมแต่ละภูมิภาคของไทย จัดแสดงให้ประชาชนได้ย้อนรำลึกและตระหนักถึงคุณค่าทางวัฒนธรรมที่มีอยู่เดิม ในแต่ละท้องถิ่น ที่ได้สั่งสม ถ่ายทอด และพัฒนาสืบต่อกันมาในท้องถิ่นผ่านสมุนไพรและผักพื้นบ้าน ที่หล่อหลอมอยู่ในวิถีชีวิตปัจจุบัน
นอก จากนี้ยังมีการอบรมฟรีกว่า 40 หลักสูตร การประชุมวิชาการประจำปีการแพทย์แผนไทยฯ แห่งชาติ ครั้งที่ 6 การประชุมความร่วมมือของกลุ่มประเทศอาเซียน +สี่ การบริการนวดไทย การแพทย์พื้นบ้านนานาชาติ เช่น การแพทย์พื้นบ้านลุ่มน้ำโขง การแพทย์จีน การแพทย์ญี่ปุ่น และการตรวจและรักษาสุขภาพด้วยการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์ทางเลือกฟรี
วิถี การบริโภคของคนไทยในอดีตจะเน้นการกินผักพื้นบ้าน และปรุงอาหารรับประทานกันเองในครอบครัวทำให้คนไทยสมัยก่อนไม่ค่อยมีโรคประจำ ตัวโดยเฉพาะมะเร็งลำไส้แทบจะไม่มีใครรู้จัก จนกระทั่งกระแสการกินแบบตะวันตกเข้ามามีอิทธิพลทำให้วิถีการกินของคนสมัยนี้ เปลี่ยนไป จากที่เคยทำอาหารทานกันที่บ้านก็หันไปพึ่งอาหารประเภทฟาสฟูดส์ ซึ่งอุดมไปด้วยแป้ง และไขมัน และที่สำคัญหากินง่าย ทำให้เด็กรุ่นใหม่รวมถึงผู้ใหญ่บางคนไม่กินผัก ละเลยการออกกำลังกายจนเกิดภาวะโรคอ้วน และสิ่งที่ตามมาก็คือโรคร้ายหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นความดัน เบาหวาน ไตวาย และโรคมะเร็ง เป็นต้น
จาก การคุกคามของกระแสนิยมตะวันตก ทำให้ช่วงหนึ่งคนไทยหลงลืมภูมิปัญญาไทยดั้งเดิมของปู่ย่า ตา ยาย ที่สอนให้ลูกหลานกินผัก สมุนไพร เพื่อรักษาและบรรเทาอาการเจ็บป่วยต่างๆ เช่น การกินหัวหอม แก้หวัด กินกระเทียมแก้ไอ รวมถึงการกิน ขมิ้นไพล แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ เป็นต้น นอกจากจะหาได้โดยทั่วไปในบ้านเราแล้วยังไม่ต้องเสี่ยงกับอาการข้างเคียง ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นเหมือนกับยาแผนปัจจุบันซึ่งมีราคาแพงเพราะต้องนำเข้าจากต่าง ประเทศเป็นหลัก
นพ.ประพจน์ เภตรากาศ รองอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า การพัฒนาภูมิปัญญาไทย สุขภาพวิถีไท มีเป้าหมายการพัฒนาเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบสุขภาพของประเทศ และเกิดการพึ่งพาตนเองด้านสุขภาพ โดยการจัดการความรู้ภูมิปัญญาไทย สุขภาพวิถีไทในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับชุมชนท้องถิ่น จนถึงระดับประเทศ เกิดการพัฒนายาไทยและสมุนไพรตั้งแต่การผลิตระดับชุมชน สถานบริการสาธารณสุข และโรงงานผลิตยาไทยที่มีคุณภาพ มาตรฐาน
มี การเพิ่มมูลค่าและปริมาณการใช้ยาไทยและยาสมุนไพรอย่างน้อย 25% ทั้งส่งเสริมให้มีระบบและกลไกที่เข้มแข็งในการคุ้มครองภูมิปัญญาไทยด้านการ แพทย์พื้นบ้าน การแพทย์แผนไทยและสมุนไพร ภายใน 5 ปี ซึ่งดำเนินการภายใต้ 5 ยุทธศาสตร์ด้วยกัน ได้แก่
1. การสร้างและจัดการความรู้ ด้านการแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก เพื่อให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง และเกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อการใช้ประโยชน์ระหว่างนักวิชาการ นักวิจัย ผู้บริหาร บุคลากรด้านสาธารณสุข นักวิชาชีพ หมอพื้นบ้าน หมอแผนไทยและประชาชนผู้รับบริการ
2. การพัฒนาระบบสุขภาพ การแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก เพื่อให้ระบบสุขภาพการแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือกในส่วนที่เป็นระบบสุขภาพภาคประชาชน มีความเข้มแข็ง เป็นที่พึ่งของชุมชนท้องถิ่น และประชาชนในการดูแลสุขภาพ สามารถเชื่อมโยง ประสาน ผสมผสานกับระบบบริการสาธารณสุขของประเทศ และเพื่อให้การบริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกในส่วนที่เป็นระบบ บริการภาครัฐและภาคเอกชน
3. การพัฒนากำลังคน ด้านการแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก เพื่อให้รู้สถานการณ์กำลังคนด้านการแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก รวมทั้งรู้ศักยภาพ ความรู้ ความสามารถของกำลังคนในด้านนี้ เพื่อที่จะได้มีทิศทางในการผลิตและพัฒนากำลังคนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีความรู้ ความสามารถและมีปริมาณอย่างเพียงพอกับความต้องการ
4. การพัฒนายาไทยและยาสมุนไพร เพื่อให้ยาไทยและยาสมุนไพรมีมาตรฐาน ตั้งแต่การผลิตระดับชุมชน ระดับสถานบริการสาธารณสุข และระดับโรงงานผลิตยา มีการศึกษาและวิจัย เป็นที่ยอมรับและบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติเพิ่มมากขึ้น
5. การคุ้มครองภูมิปัญญาไทย ด้านการแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์แผนไทย ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและ มวลมนุษยชาติ ไม่ตกเป็นผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม หรือเกิดความไม่เป็นธรรมในการใช้ประโยชน์ การคุ้มครองภูมิปัญญาไทยต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคมและ ต้องพัฒนากลไกทางด้านกฎหมาย รวมทั้งความร่วมมือในระดับภูมิภาค
นพ.ประพจน์ กล่าวว่า การดำเนินงานและกำหนดทิศทางสมุนไพรไทย จะต้องมีการพัฒนาด้านบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์แผนไทย และจะต้องมีการทำงานวิจัยที่ชัดเจน และมีความเป็นอิสระในการทำงานวิจัยอย่างแท้จริง
ขณะ เดียวกันการผลักดันให้สมุนไพรไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากลได้นั้น ต้องเริ่มจากให้ประชาชนเห็นความสำคัญของสมุนไพรไทย และนำเข้ามาใช้ในวิถีชีวิตของชุมชนอย่างแท้จริง ซึ่งหากทำได้ดังที่กล่าวมานั้น ต่างชาติจะให้การยอมรับเหมือนกับอาหารไทย
อย่าง ไรก็ตามปัญหาของการแพทย์แผนไทยคือ การขาดแคลนบุคลากรทางด้านการแพทย์แผนไทย รวมทั้งองค์ความรู้ต่างๆ ที่ขาดหายไป ซึ่งการแก้ไขปัญหาคือ การสนับสนุนให้มีการวิจัยมากขึ้น ควรมีการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการใช้สมุนไพรและแพทย์แผนไทยมากขึ้น รวมทั้งภาครัฐต้องให้การสนับสนุน
ทุก ภาคส่วนในสังคมไทยมีหน้าที่ที่จะต้องร่วมกันส่งเสริม สนับสนุน และเร่งรัดการพัฒนาการแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกให้เกิดผลอย่างจริงจัง เพื่อเป็นทางเลือกด้านสุขภาพของประชาชน รวมไปถึงการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจทั้งระดับชุมชน และระดับชาติ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมไทย และเพื่อเป็นการสร้างกระแสให้คนไทยหันมาบริโภคผักสมุนไพรมากขึ้น
กระทรวง สาธารณสุข โดย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก จึงได้ร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่าย ร่วมกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิปัญญาไทย สุขภาพวิถีไท จัดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 6 ขึ้น ระหว่างวันที่ 2 – 6 ก.ย. 52 ณ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี เน้นพึ่งพาตนเองด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ ให้ความสำคัญกับพืชผักสมุนไพร สร้างเศรษฐกิจไทย ต้านภัยไข้หวัด
ภาย ในงานจะมีการนำองค์ความรู้ต่างๆ ที่มีอยู่ในวัฒนธรรมแต่ละภูมิภาคของไทย จัดแสดงให้ประชาชนได้ย้อนรำลึกและตระหนักถึงคุณค่าทางวัฒนธรรมที่มีอยู่เดิม ในแต่ละท้องถิ่น ที่ได้สั่งสม ถ่ายทอด และพัฒนาสืบต่อกันมาในท้องถิ่นผ่านสมุนไพรและผักพื้นบ้าน ที่หล่อหลอมอยู่ในวิถีชีวิตปัจจุบัน
นอก จากนี้ยังมีการอบรมฟรีกว่า 40 หลักสูตร การประชุมวิชาการประจำปีการแพทย์แผนไทยฯ แห่งชาติ ครั้งที่ 6 การประชุมความร่วมมือของกลุ่มประเทศอาเซียน +สี่ การบริการนวดไทย การแพทย์พื้นบ้านนานาชาติ เช่น การแพทย์พื้นบ้านลุ่มน้ำโขง การแพทย์จีน การแพทย์ญี่ปุ่น และการตรวจและรักษาสุขภาพด้วยการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์ทางเลือกฟรี
วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2552
บ ท ค ว า ม ส ย อ ง ! ! ! !
เรื่องผี ข้าวมันไก่ เพื่อนๆที่กินข้าวมันไก่บ่อยๆ ระวังให้ดี น่ากลัวมาก
มีชายคนหนึ่ง ที่บ้านทำมาหากินด้วยการขายข้าวมันไก่
ซึ่งบ้านนี้จะมีธรรมเนียมสืบทอดกันต่อ ๆ มาว่า เมื่อเจ้าของกิจการตาย
ผู้ที่เป็นลูกชายจะต้องทำการสืบทอดกิจการนี้ต่อจากผู้เป็นพ่อ
ซึ่งบ้านนี้ก็ทำเช่นนี้มาตลอดถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยเต็มใจทำก็ตาม
จนวันหนึ่งพ่อของชายคนนี้เสียชีวิตลง เขาก็จำเป็นต้องสืบทอด
กิจการร้านข้าวมันไก่ต่อจากพ่อของเขา
ทุก ๆ อย่างเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดี จนมาถึงวันครบรอบการตาย ของพ่อเขา วันนั้นที่ร้านขายดีมาก ๆ
แบบที่ไม่เคยขายดีขนาดนี้มาก่อน ได้มีเด็กผู้หญิงคนนึงซึ่งเธอเป็นลูกค้าประจำของร้าน มาซื้อข้าวมันไก่
ไปกินเป็นอาหารเย็น ตอนนั้นเป็นเวลาโพล้เพล้ แสงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า
เจ้าของร้านก็รีบทำให้เด็กผู้หญิงเพราะเริ่มมืดแล้ว เธอยังต้อง
เดินไปบ้านเธออีกไกล เด็กผู้หญิงก็รีบเดินกลับไปบ้าน ด้วยหวังว่าจะได้อร่อยกับข้าวมันไก่
แต่เมื่อเธอมาถึงบ้าน และเปิดดูในกล่องข้าว ปรากฏว่ามีแต่ข้าว
ไม่มีไก่แม้แต่ชิ้นเดียว!!! เธอแปลกใจมาก หลังจากนั้นเธอก็เดิน
ออกไปเพื่อซื้อข้าวมันไก่อีกกล่อง (เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยมากในหมู่บ้านนี้
และทุกคนที่พบเจอเหตุการ แบบนี้จะเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุในที่สุด)
แต่คราวนี้เธอจับตามองดูเจ้าของร้านอย่างใจจดใจจ่อ เพราะกลัว
ว่าเจ้าของร้านจะโกงเธอ แต่ทุกอย่างก็เป็นไปตามปกติ ใส่ไก่ให้เธอตามปกติ
เธอก็รีบเอา ข้าวมันไก่กล่องนั้นกลับบ้านทันที เมื่อมาถึงบ้านเธอก็รีบเปิดกล่อง
ข้าวมันไก่ทันที แต่แล้ว....ก็ไม่พบไก่แม้แต่ชิ้นเดียวเหมือนเดิม
เหตุการที่เกิดขึ้นทำให้เธอเริ่มกลัวและ อากาศรอบข้างตอนนั้นเงียบสงัด เยือกเย็น ทันใดนั้น
เธอก็ได้ยินเสียง แง้มประตู เธอเริ่มกลัว แต่ทว่า เธอคิดว่า เสียงนั้นเป็นเสียงของพ่อของเธอที่กำลัง
เปิดประตูบ้านเดินเข้ามา เธอจึงพยายามส่งเสียงเรียกพ่อของเธอ เพื่อให้ได้ยินเสียง
ที่กำลังเดินเข้ามาบ้าง หัวใจเต้นแรงทุกขณะ เพราะไม่ได้รับการตอบรับของเสียง เด็กผู้หญิง : (เสียงสั่น)
พ่อจ๋า พ่อมาดูอะไรนี่สิพ่อ หนูซื้อข้าวมันไก่
มา 2 กล่อง แต่มันไม่มีไก่แม้แต่ชิ้นเดียว ทั้ง ๆ ที่เจ้าของร้าน เขาก็ใส่ไก่มาให้แล้ว
(เสียงเครือเหมือนจะร้องไห้ด้วยความกลัว) ทันใดนั้น เอง!!!!!!
พ่อของเธอก็กลับกล่องข้าวมันไก่แล้วเปิดดูทันที พ่อ : อีเด็กโง่เอ๊ย ***นี่โง่จริง ๆ
ทีหลังเปิดกล่องให้ถูกด้านสิวะ
ไก่มันอยู่ฝั่งนี้*** เดี๋ยวตบดิ้นเลย !
โคตรน่ากลัวเลยเรื่องนี้ ( ว่า มั้ย เหอๆ )
มีชายคนหนึ่ง ที่บ้านทำมาหากินด้วยการขายข้าวมันไก่
ซึ่งบ้านนี้จะมีธรรมเนียมสืบทอดกันต่อ ๆ มาว่า เมื่อเจ้าของกิจการตาย
ผู้ที่เป็นลูกชายจะต้องทำการสืบทอดกิจการนี้ต่อจากผู้เป็นพ่อ
ซึ่งบ้านนี้ก็ทำเช่นนี้มาตลอดถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยเต็มใจทำก็ตาม
จนวันหนึ่งพ่อของชายคนนี้เสียชีวิตลง เขาก็จำเป็นต้องสืบทอด
กิจการร้านข้าวมันไก่ต่อจากพ่อของเขา
ทุก ๆ อย่างเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดี จนมาถึงวันครบรอบการตาย ของพ่อเขา วันนั้นที่ร้านขายดีมาก ๆ
แบบที่ไม่เคยขายดีขนาดนี้มาก่อน ได้มีเด็กผู้หญิงคนนึงซึ่งเธอเป็นลูกค้าประจำของร้าน มาซื้อข้าวมันไก่
ไปกินเป็นอาหารเย็น ตอนนั้นเป็นเวลาโพล้เพล้ แสงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า
เจ้าของร้านก็รีบทำให้เด็กผู้หญิงเพราะเริ่มมืดแล้ว เธอยังต้อง
เดินไปบ้านเธออีกไกล เด็กผู้หญิงก็รีบเดินกลับไปบ้าน ด้วยหวังว่าจะได้อร่อยกับข้าวมันไก่
แต่เมื่อเธอมาถึงบ้าน และเปิดดูในกล่องข้าว ปรากฏว่ามีแต่ข้าว
ไม่มีไก่แม้แต่ชิ้นเดียว!!! เธอแปลกใจมาก หลังจากนั้นเธอก็เดิน
ออกไปเพื่อซื้อข้าวมันไก่อีกกล่อง (เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยมากในหมู่บ้านนี้
และทุกคนที่พบเจอเหตุการ แบบนี้จะเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุในที่สุด)
แต่คราวนี้เธอจับตามองดูเจ้าของร้านอย่างใจจดใจจ่อ เพราะกลัว
ว่าเจ้าของร้านจะโกงเธอ แต่ทุกอย่างก็เป็นไปตามปกติ ใส่ไก่ให้เธอตามปกติ
เธอก็รีบเอา ข้าวมันไก่กล่องนั้นกลับบ้านทันที เมื่อมาถึงบ้านเธอก็รีบเปิดกล่อง
ข้าวมันไก่ทันที แต่แล้ว....ก็ไม่พบไก่แม้แต่ชิ้นเดียวเหมือนเดิม
เหตุการที่เกิดขึ้นทำให้เธอเริ่มกลัวและ อากาศรอบข้างตอนนั้นเงียบสงัด เยือกเย็น ทันใดนั้น
เธอก็ได้ยินเสียง แง้มประตู เธอเริ่มกลัว แต่ทว่า เธอคิดว่า เสียงนั้นเป็นเสียงของพ่อของเธอที่กำลัง
เปิดประตูบ้านเดินเข้ามา เธอจึงพยายามส่งเสียงเรียกพ่อของเธอ เพื่อให้ได้ยินเสียง
ที่กำลังเดินเข้ามาบ้าง หัวใจเต้นแรงทุกขณะ เพราะไม่ได้รับการตอบรับของเสียง เด็กผู้หญิง : (เสียงสั่น)
พ่อจ๋า พ่อมาดูอะไรนี่สิพ่อ หนูซื้อข้าวมันไก่
มา 2 กล่อง แต่มันไม่มีไก่แม้แต่ชิ้นเดียว ทั้ง ๆ ที่เจ้าของร้าน เขาก็ใส่ไก่มาให้แล้ว
(เสียงเครือเหมือนจะร้องไห้ด้วยความกลัว) ทันใดนั้น เอง!!!!!!
พ่อของเธอก็กลับกล่องข้าวมันไก่แล้วเปิดดูทันที พ่อ : อีเด็กโง่เอ๊ย ***นี่โง่จริง ๆ
ทีหลังเปิดกล่องให้ถูกด้านสิวะ
ไก่มันอยู่ฝั่งนี้*** เดี๋ยวตบดิ้นเลย !
โคตรน่ากลัวเลยเรื่องนี้ ( ว่า มั้ย เหอๆ )
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
